หอย...ดอง

หอย...ดอง
ฮืม........

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

การเตรียมครูแห่งอนาคต โดย: ครูฌอง | July 3, 2008


ทิศทางการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการกำหนดให้มีระบบการพัฒนาที่เน้นสมรรถนะ (Teachers and personnels Competency) ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการผนึกความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) แรงจูงใจ (Motivation) ทัศนคติ (Attitude) และคุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลเข้าด้วยกัน แล้วแสดงออกในเชิงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความสำเร็จของงาน ในบทบาทหน้าที่อย่างโดดเด่นและมีประสิทธิภาพ (สคบศ, 2550) สำหรับสมรรถนะของครูนั้น พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 49 ได้กำหนดให้ครูต้องมีสมรรถนะในการปฏิบัติงานไว้ในมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ประกอบด้วยสมรรถนะ 9 ด้านคือ ภาษาและเทคโนโลยีสำหรับครู การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ จิตวิทยาสำหรับครู การวัดและประเมินผลทางการศึกษา การบริหารจัดการห้องเรียน การวิจัยทางการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา และความเป็นครู โดยครูจะต้องมีสมรรถนะครบทุกด้านจึงจะสามารถขอใบประกอบวิชาชีพครูหรือรับการประเมินเพื่อเพิ่มวิทยาฐานะได้
การดำเนินการเพื่อพัฒนาครูให้มีสมรรถนะตามมาตรฐาน ในกระบวนการพัฒนาครูของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือการผลิตครูใหม่และการพัฒนาครูประจำการ ในส่วนของการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาครูนั้น สถาบันการศึกษาที่ผลิตครูได้พัฒนาหลักสูตรที่รองรับมาตรฐานต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนแล้ว เนื่องจากต้องให้นักศึกษาครูได้รับใบประกอบวิชาชีพเมื่อจบการศึกษา แต่ในส่วนของครูประจำการนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดวิธีการไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2549-2551 ว่าครูจะต้องเข้ารับพัฒนาตนเองให้มีสมรรถนะตามที่กำหนดจึงจะสามารถขอวิทยฐานะที่สูงขึ้นได้
สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา (2548) ได้เสนอแนวทางการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้
หลักการ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
การพัฒนาต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวผู้เรียน
การพัฒนาต้องเกิดจากความต้องการของครูและบุคลากรทางการศึกษา
การพัฒนาต้องมุ่งเน้นลักษณะ School Based Development
การพัฒนาต้องมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
การพัฒนาต้องสอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่ที่ปฏิบัติของครูและบุคลากรทางการศึกษา
การพัฒนาต้องดำเนินการในรูปแบบเครือข่ายกระจายทั่วประเทศ
การพัฒนาต้องสอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาต้องกระทำอย่างทั่วถึงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในและนอกกระทรวง ศึกษาธิการ ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณ
รูปแบบและวิธีการพัฒนา
การพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา มุ่งเน้นให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิชาชีพทั้งสมรรถนะหลัก (Core Competency) สมรรถนะการปฏิบัติงานในหน้าที่ (Functional Competency) และสมรรถนะเฉพาะกลุ่มสาระ (Specificational Competency) ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
รูปแบบของการพัฒนามุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพตามที่ สคบศ. กำหนด ให้กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกในการเข้ารับการพัฒนาของคร และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งที่เป็นองค์กรเครือข่าย บุคคลเครือข่าย และเครือข่ายทางไกล
วิธีการพัฒนาต้องมีความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาของครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งเน้นวิธีการพัฒนาที่โรงเรียน/หน่วยงานเป็นฐาน (School Based Development/Insite based Development) เป็นสำคัญ วิธีการพัฒนาที่สำคัญได้แก่ แบบเพื่อนช่วยเพื่อน(Peer group) การวิจัยในชั้นเรียนอย่างง่าย การเข้ารับการอบรมหรือการเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการที่หน่วยงานต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา
การเรียนรู้ผ่านเครือข่ายทางไกล
บรรณานุกรม
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. ปฏิรูปการศึกษา : แนวคิดและหลักการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543.
มนตรี จุฬาวัฒนทล. รายงานการวิจัยเรื่อง นโยบายการผลิตและพัฒนาครู. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542.
วิชัย ตันศิริ. โฉมหน้าการศึกษาไทยในอนาคต : แนวคิดสำหรับการปฏิรูปในพระราชบัญญัติการศึกษา.กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2547.
วสันต์ อติศัพท์. การบูรณาการนวัตกรรมเทคโนโลยีในการฝึกหัดครู. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1, 2546.
สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา. ยุทธศาสตร์การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2549-2551. กรุงเทพฯ : สำนักปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ, 2548.
บันทึกโดย:: วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์e-Mail :: wuttisak@pochanukul.comWebsite:: http://www.pochanukul.com

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณธรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร

คุณธรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดคุณธรรมของผู้บริหารไว้ตามมาตรฐานที่ ๑๙ ผู้บริหารมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแบบอย่างที่ดี
มีตัวบ่งชี้ ๓ ข้อ
๑. ผู้บริหารอุทิศตนให้กับการปฏิบัติงานในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง
๒. ผู้บริหารมีความเมตตา กรุณา มีความรับผิดชอบ ยุติธรรม ซื่อสัตย์
๓. ผู้บริหารมีการครองตนที่ดี ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข สิ่งเสพย์ติด
วิไลวรรณ ลายถมยา (อ้างถึงชาติชาย อุทัยพันธ์ ) ได้กล่าวว่า นักบริหารหรือผู้นำที่มีคุณธรรมนั้น ควรมีลักษณะที่สำคัญยิ่ง ๓ ประการ ดังนี้ ๑. มีความรู้และเป็นผู้มองการณ์ไกล สามารถวางแผนงานให้เหมาะ รู้จักงาน รู้จักตนเอง และผู้อื่น ใช้ได้กับบุคคลต่าง ๆ ในทุกสถานภาพ ผู้บริหารระดับสูงต้องมีสติปัญญา ๒. มีความเชี่ยวชาญ แม่นยำ มั่นคงต่องานที่ตนบริหารอยู่ ๓. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สามารถผูกใจคนได้ทั้งผู้ร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ การมีมนุษย์สัมพันธ์นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความจริงใจให้เกียรติทั้งต่อหน้าและลับหลัง ผู้บริหารที่มีความพร้อมในด้านนี้ จะสามารถบริหารกิจการได้อย่างราบรื่น เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย นับว่าคุณธรรมข้อนี้สำคัญมาก จะต้องอยู่ในตัวผู้นำทุกระดับไม่ว่าระดับสูง กลาง หรือระดับพื้นฐาน
วิจิตร ศรีสะอ้าน (๒๕๓๒ : ๓๘) ได้เสนอหลักคุณธรรมในการบริหารไว้ ๓ ประการ คือ
๑. การรู้จักตน ผู้บริหารต้องรู้จักตนเอง มีความมั่นใจและมั่นคงในอารมณ์ ซึ่งตรงกับคุณธรรมการครองงาน ซึ่งผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่รู้จักตนเองว่ามีฐานะ ตำแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร รู้จักวิธีการครองตนให้เป็นคนดี น่าเคารพนับถือ น่าคบหาสมาคมและน่าไว้วางใจจากผู้อื่น
๒. การเข้าใจคน ผู้บริหารต้องพยายามเข้าใจคนอื่นเกี่ยวกับพื้นฐานของคน และธรรมชาติของคนว่า มีความต้องการ ความแตกต่างในด้านต่างๆ อย่างไร ซึ่งได้แก่คุณธรรมการครองคน คือการรู้และเข้าใจบุคลากรเกี่ยวกับ ฐานะ ตำแหน่ง บทบาท หน้าที่ ความรู้ความสามารถ ความประพฤติ นิสัยใจคอ ความต้องการและความแตกต่างระหว่างบุคคลในองค์กร เพื่อให้ผู้บริหารปฏิบัติต่อบุคลากรได้เหมาะสมนั่นเอง
๓. การปรับตน เมื่อผู้บริหารเข้าใจตนเองและผู้อื่นแล้ว ก็ปฏิบัติตนเพื่อให้เข้าใจผู้อื่น ให้เกียรติผู้อื่น การปฏิบัติตนต่อผู้อื่นให้เขามีความสุข แสดงออกทั้งทางกาย วาจา และใจ ปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจคนและมุ่งผลของงานด้วย ซึ่งเรียกว่า คุณธรรมการครองงาน
ทองอินทร์ วงศ์โสธร (๒๕๓๘ : ๕) ได้กล่าวว่า คุณธรรมสำหรับผู้บริหารตามหลักศาสนา คือ พรหมวิหาร ๔ สังคหวัตถุ ๔ ฆราวาสธรรม ๔ และทศพิธราชธรรม
ยุภา อดิเรก (๒๕๕๐) ได้กล่าวว่า การบริหารจัดการในองค์กรที่ประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ได้แก่ สังคหวัตถุ ๔ เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของกันและกัน ประสานองค์กรให้มีความสุข ประกอบด้วย
๑. ทาน คือการให้ การอนุเคราะห์หรือสงเคราะห์ การช่วยเหลือกันในโอกาสอันสมควร
๒. ปิยวาจา คือ การกล่าวถ้อยคำที่เป็นที่รัก มีประโยชน์ ถูกต้องดีงามและจริงใจต่อผู้ร่วมงาน
๓. อัตถจริยา คือความประพฤติที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
๔. สมานัตตตา คือ ความเป็นผู้วางตนเสมอต้นเสมอปลายต่อคนอื่นอย่างเสมอภาพ
ธีระ รุญเจริญ (๒๕๔๕ : ๗๑ – ๗๒) ได้เสนอลักษณะนักบริหารการศึกษามืออาชีพที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการบริหารและการจัดการศึกษาตามแนวทางที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ลักษณะดังกล่าวประกอบด้วย
(๑) ลักษณะพื้นฐานธรรมชาติเดิมเป็นทุน
(๒) การศึกษา
(๓) บุคลิกภาพ
(๔) คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
(๕) ความสามารถ/ทักษะ
(๖) การมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการบริหาร
โดยได้กล่าวถึงลักษณะของคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหาร ดังนี้
๑. มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลง
๒. ยึดระบบคุณธรรมเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงความโปร่งใสและยุติธรรม
๓. ซื่อสัตย์ ไม่คอรัปชั่น
๔. อดทน อดกลั้น
๕. รับทั้งผิดและชอบ
๖. เสียสละ
๗. เป็นคนดีของสังคม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๗๗ กำหนดไว้ว่า รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการและพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบและเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่
ทองอินทร์ วงศ์โสธร (๒๕๓๘ : ๕) ได้กล่าวว่า คุณธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริหาร ผู้ที่ขาดคุณธรรมย่อมเป็นเหตุของความเสื่อม บุคคลในหน่วยงานมักจะแตกแยก ขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของหน่วยงานจะลดลง
เกียรติบัณฑิต นามโคตร (๒๕๔๕ : ๒๘ – ๒๙) กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ครูอาวุโส เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ว่า ครูตามแบบฉบับ มักจะมิได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยทรัพย์ ด้วยศักดิ์ อำนาจ และอิทธิพล หากแต่บริบูรณ์ด้วยสมบัติทางคุณธรรม ผู้บริหารเป็นครูที่เหนือกว่า ครูธรรมดา เพราะ เป็นครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งมีความหมายว่าใหญ่กว่า ครูธรรมดา ซึ่งหมายถึง การเป็นใหญ่ในวงการศึกษาหรือเป็นใหญ่ในสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาหรือผู้บริหารสถานศึกษา จึงควรเป็นครูตามแบบฉบับที่บริบูรณ์ด้วยสมบัติทางคุณธรรม...
ปราชญา กล้าผจญ (๒๕๔๘ : ๓๗ – ๓๘) กล่าวว่า การเป็นผู้บริหาร หากมีคุณธรรม จริยธรรม มีศีลธรรมประจำใจอยู่เสมอแล้ว ก็จะเป็นผู้มีความสุขทั้งส่วนตน และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
สุรยุทธ์ จุลานนท์ (๒๕๕๐) กล่าวว่า สังคมจะก้าวไปสู่ความมั่นคง โดยดำรงอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีผู้นำที่มีความพร้อมในด้านคุณธรรม โสเครติส เห็นว่าผู้นำ ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมสูง ส่วนเพลโต กล่าวว่า นักปกครองต้องมุ่งกระทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม หากขาดคุณธรรม จริยธรรม ย่อมส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของผู้ร่วมงาน และนำไปสู่ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม การบริหารงานยุคใหม่ จึงเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเกื้อหนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ใช้หลักธรรมความดีเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่ใช่การแข่งขันแบบเอารัดเอาเปรียบ หรือเบียดเบียนผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียว การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม และความเป็นธรรมในสังคม
สรุปได้ว่า การบริหารงานใดให้ประสบความสำเร็จ บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากความรู้ ความสามารถ ในการทำงานของผู้บริหารแล้ว สิ่งที่สำคัญ คือ คุณธรรมในการบริหารงาน เพราะคุณธรรมเป็นแนวทางที่บ่งชี้พฤติกรรมของผู้บริหารในหน่วยงานนั้นๆ หากผู้บริหารมีคุณธรรมประจำใจ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตน การปฏิบัติงาน บุคคลรอบข้าง ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารจะได้รับความร่วมมือ สนับสนุนส่งเสริมเป็นอย่างดี ได้รับความเคารพเชื่อถือ และมีผู้เห็นคุณงามความดีที่ส่งผลต่อตำแหน่งหน้าที่การงานต่อไป รวมทั้งการบริหารงานก็ประสบความสำเร็จ

แนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรม

แนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรม
มีนักปราชญ์และนักวิชาการ ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมไว้ดังนี้
โสเครติส กล่าวว่า คุณธรรมเป็นสิ่งที่ดีเด่น ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และเปลี่ยนแปลงได้บ้างเมื่อได้รับการศึกษา และถือว่า ความรู้คือคุณธรรม(Knowledge is virtue) หรือคุณธรรมนั้นสอนกันได้ โดยได้แบ่งลักษณะของคุณธรรมออกเป็น ๕ ประการ คือ
๑) ความรู้ (wisdom)
๒) การปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา (deity)
๓) ความกล้าหาญ (courage)
๔) การควบคุมตนเอง (self-control)
๕) ความยุติธรรม (justice)
ส่วนเพลโต (Plato) กล่าวว่า คุณธรรม (virtue) มีความหมายคล้ายกับจริยธรรม (ethics) โดยคุณธรรมเป็นความรู้ (knowledge) และคุณธรรมไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ แต่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ (learning process) หรือการมีประสบการณ์ (experiences) และคุณธรรมต้องเกิดจากความรู้ที่ไม่ใช่ทฤษฎี โดยเป็นความรู้จากการปฏิบัติ เพลโตได้แบ่งลักษณะสำคัญของคุณธรรมออกเป็น ๔ ประการ คือ
๑) ปัญญาหรือปรีชาญาณ (wisdom) หมายถึงการเล็งเห็นและหยั่งรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรควรประพฤติและไม่ควรประพฤติ
๒) ความกล้าหาญ (courage) กล้าเสี่ยงต่อความยากลำบาก ภัยอันตราย เพื่ออุดมการณ์ กล้าเสี่ยงต่อความถูกเข้าใจผิด กล้าเสี่ยงต่อการถูกใส่ร้ายและการเยาะเย้ย ด้วยความมั่นใจว่าตนกระทำดีแล้ว สามารถวางเฉยและวิเคราะห์พิจารณาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
๓) การรู้จักประมาณ หรือเดินสายกลาง (temperance) รู้จักควบคุมตนเองให้อยู่ในขอบเขตของจุดมุ่งหมายในชีวิต รู้จักบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง ไม่ก้าวก่ายในสิทธิหน้าที่อันชอบธรรมของบุคคลอื่นในเวลาที่ไม่สมควร
๔) ความยุติธรรม (justice) การให้ความเสมอภาพ ความเท่าเทียมกันของบุคคล
สมพงษ์ เกษมสิน (๒๕๒๓ : ๒๓๔ – ๒๓๗) ได้เสนอว่า ในการที่จะปฏิบัติตนให้เป็นผู้นำหรือผู้บริหารที่ดีนั้น การปฏิบัติต่อตนเองนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด รองลงมานั้น ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่การงาน การปฏิบัติตนเอง ได้แก่ การวางตนให้เหมาะสม การสอนตนเองให้เป็นผู้นำที่ดี ซึ่งควรจะประกอบไปด้วยหลัก ๓ ประการ คือ
๑. ต้องมีจิตใจเป็นผู้นำ รู้จักเคารพในสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้มีวิริยะ อุตสาหะ พากเพียรในกิจการงาน เอาชนะน้ำใจผู้ร่วมงาน โดยการปลูกสร้างศรัทธา ความพอใจรักใคร่ทุ่มเทจิตใจและเวลาให้แก่งาน
๒. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างแก่ผู้ร่วมงาน ทั้งในด้านความซื่อสัตย์และความยุติธรรม ทำตนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่โดยถูกต้องกับกาลเทศะ
๓. ต้องสุภาพอ่อนโยน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย เข้าได้กับคนทุกชนชั้น
สมาคมการศึกษาแห่งประเทศไทย (๒๕๒๕ : ๑ – ๔) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมไว้ว่า การศึกษาที่จะทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ต้องเป็นการศึกษาที่ให้ทั้งความรู้ คุณธรรมและทักษะ หากปล่อยปละละเลยไม่ปลูกฝังคุณธรรม ให้แต่ความรู้และทักษะย่อมก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมได้ ซึ่งการสอนในสถานศึกษาทุกระดับก็มุ่งแต่ความรู้และทักษะ ยังขาดการเอาใจใส่และการกระทำอย่างจริงจังในด้านการปลูกฝังคุณธรรมหรือจริยธรรม และการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก ด้วยจะต้องอาศัยเวลาและการกระทำจริงๆ จะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กและต่อเนื่องอยู่เสมอ ทุกสถาบันในสังคมต้องร่วมมือกันสร้างสรรค์คุณธรรมให้เกิดขึ้นในประชาชนชาวไทย เพื่อความก้าวหน้าและความสงบสุขของบ้านเมือง การที่คนขาดคุณธรรมย่อมก่อให้เกิดปัญหาและขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นมนปัจจุบันนี้ล้วนแต่เกิดจากคนขาดคุณธรรมและจริยธรรมทั้งสิ้น
บรรจง ชูสกุลชาติ (๒๕๓๒ : ๕) ได้เสนอแนวคิดในการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมไว้ว่า “คน” มิใช่เพียงสิ่งที่มีชีวิต แต่หากต้องประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้คนแตกต่างจากสัตว์โลกทั่วไป สิ่งนั้นคือ “คุณธรรม” เพราะเมื่อได้ชื่อว่า “มนุษย์” อันมีความหมายว่าผู้มีจิตใจสูง คำว่า “คุณธรรม” จึงหมายถึงสภาพความดีงามทั้งหลายที่ฝังลึกอยู่ภายใต้จิตสำนึกของบุคคลผู้เป็นมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า คุณธรรมเป็นสมบัติเฉพาะของมนุษย์
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู (๒๕๓๒ : ๑ – ๒) กล่าวว่า ระบบคุณธรรมที่ใช้ในราชการ มีหลักสำคัญ ๔ ประการ คือ
๑. หลักความสามารถ หมายถึง การยึดถือความรู้เป็นหลักในการสรรหาบุคคล เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความสามารถเหมาะสมที่สุดตามหลัก Put the Right Man in the Right Job
๒. หลักความเสมอภาพ หมายถึง การเปิดโอกาสให้เท่าเทียมกัน ในการสมัครเข้าทำงานสำหรับบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน
๓. หลักความมั่นคง หมายถึง หลักประกันในการทำงานที่หน่วยงานยึดถือ มิให้ถูกกลั่นแกล้งหรือให้ถูกออกจากงานโดยไม่มีความผิด ทั้งให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ อย่างมั่นคงในชีวิต
๔. หลักความเป็นกลางทางการเมือง ในระบบราชการมุ่งให้ข้าราชการประจำปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระปราศจากอิทธิพลทางการเมืองใดๆ เพื่อให้ข้าราชการสามารถปฏิบัติตามนโยบายของรัฐได้อย่างต่อเนื่อง
สรุปจากแนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมจากนักวิชาการและนักปราชญ์ว่า ผู้นำหรือผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญของคุณธรรมเป็นอันดับแรก โดยต้องมีความรู้ ความกล้าหาญ ความสามารถ ในการบริหารอย่างเป็นธรรมให้แก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

ทฤษฎีคุณธรรม

ความหมายคำว่า “คุณธรรม” (Moral / Virtue)
พระเทพวิสุทธิเมธี (๒๕๒๙ : ๙๐) ได้กล่าวว่า คุณธรรม หมายถึง คุณสมบัติฝ่ายดีโดยส่วนเดียวเป็นที่ตั้งหรือเป็นประโยชน์แก่สันติภาพของมนุษย์และได้อธิบายคำว่า คำว่า “คุณ” หมายถึง ค่าที่มีอยู่ในแต่ละสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือเป็นไปได้ทั้งทางดีและทางร้าย ส่วนคำว่า “ธรรม” มีความหมาย ๔ อย่าง คือ
๑. ธรรม คือ ธรรมชาติ
๒. ธรรม คือ กฎของธรรมชาติ
๓. ธรรม คือ หน้าที่ของกฎตามธรรมชาติ
๔. ธรรม คือ ผลจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น
วศิน อินทสระ (๒๕๓๔ : ๙๘) ให้ความหมายคุณธรรมไว้ว่า คุณธรรม หมายถึง อุปนิสัยอันดีงามซึ่งสะสมอยู่ในจิต
กู๊ด (Good) (อ้างถึงในสุรดี อำนวยศิริสุข. ๒๕๓๔ : ๙) ได้ให้ความหมายว่า คุณธรรม คือความดีงามของลักษณะหรือพฤติกรรมที่ได้กระทำจนเคยชิน เป็นคุณภาพของบุคคลที่ได้กระทำตามความคิดและมาตรฐานของสังคมซึ่งเกี่ยวข้องกับความประพฤติและศีลธรรม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (๒๕๔๒ : .......) ได้ให้ความหมายไว้ว่า คุณธรรม หมายถึง คุณงามความดี การกระทำความดี ละความชั่วทั้งปวง
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ประยุตโต) อธิบายว่า คุณธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นคุณความดีงาม สภาพที่เกื้อหนุน
สาโรช บัวศรี (๒๕๓๕ : ๒) ให้ความหมายว่า คุณธรรม หมายถึง ความเชื่อของบุคคลส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่งดงามที่จะส่งผลให้เกิดการกระทำที่เป็นประโยชน์และความดีที่แท้จริงต่อสังคม
สงวน สุทธิเลิศอรุณ (๒๕๓๗ : ๘) ได้สรุปความหมายของคุณธรรมว่า หมายถึง คุณความดีของบุคคลที่ได้กระทำไปด้วยความสำนึกในจิตใจ โดยมีเป้าหมายว่าเป็นการกระทำความดีหรือประพฤติที่ดี ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคม
ประภาศรี สีหอำไพ (๒๕๔๐ : ๒๒) กล่าวว่า คุณธรรม คือสภาพของคุณงามความดีภายในบุคคล ทำให้เกิดความชื่มชม ยินดี มีจิตใจที่เต็มเปี่ยม ไปสู่ความสุขขั้นสมบูรณ์
พระมหาอดิศร ถิรสีโล (๒๕๔๐ : ๕๕) กล่าวว่า คุณธรรม หมายถึง ความดีสูงสุดปลูกฝังอยู่ในอุปนิสัยอันดีงามอยู่ในจิตสำนึกอยู่ในความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอันเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง ควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออก สนองความปรารถนา
จากความหมายของคุณธรรมตามที่กล่าวมาแล้วอาจสรุปได้ว่า คุณธรรม สภาพคุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจมนุษย์ เมื่อแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่ดี เป็นที่ยอมรับของสังคม ก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและสังคม